ถ้าสังเกตดูตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์สมัยนี้ จะเห็นว่าหลายแห่งเปลี่ยนจากตึกปูนโทรมๆ มาเป็นตึกที่ดูโมเดิร์น เรียบหรู และทันสมัยกันเยอะมาก เคล็ดลับความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากการทุบตึกสร้างใหม่ให้เสียเวลา แต่เป็นการใช้วัสดุที่เรียกว่า อลูมิเนียมคอมโพสิต มาหุ้มทับโครงสร้างเดิม ซึ่งเจ้าวัสดุตัวนี้กำลังเป็นที่นิยมแบบสุดๆ ในวงการก่อสร้างบ้านเรา เพราะตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและการใช้งานที่คุ้มค่ากว่าการทาสีหรือปูกระเบื้องแบบเดิมๆ
อลูมิเนียมคอมโพสิต โครงสร้างเป็นแบบไหน ทำไมถึงเบาแต่ทนทานกว่าปูน
หลายคนสงสัยว่าแผ่นบางๆ หน้าตาดูโมเดิร์นแบบนี้จะทนทานจริงเหรอ หรือเป็นแค่พลาสติกแปะผิว ต้องบอกเลยว่าโครงสร้างของ อลูมิเนียมคอมโพสิต ถูกออกแบบมาเพื่อความถึกทนระดับงานสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะ โดยมีลักษณะเหมือนขนมแซนด์วิชที่ประกบด้วยแผ่นอลูมิเนียมคุณภาพสูงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนตรงกลางสอดไส้ด้วยวัสดุประเภทพลาสติกหรือโพลีเอทิลีน ทำให้มีน้ำหนักเบาหวิว เฉลี่ยแล้วหนักแค่ประมาณ 3 ถึง 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งเบากว่าคอนกรีตหลายเท่าตัว ทำให้ไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างตึกเดิม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการรีโนเวทอาคารเก่าที่ฐานรากอาจรับน้ำหนักเพิ่มได้ไม่เยอะ
ถึงจะเบาแต่เรื่องความแกร่งนั้นหายห่วง วัสดุตัวนี้มีความแข็งแรงสูงมาก จะดัดโค้ง พับมุม หรือขึ้นรูปทรงแปลกๆ ก็ทำได้ดั่งใจ ที่สำคัญคือมีการเคลือบสีระบบ PVDF ที่ถือว่าเป็นเกรดสีที่ทนทานที่สุดในวงการวัสดุก่อสร้าง เพราะช่วยปกป้องผิววัสดุจากรังสี UV และสภาวะอากาศที่เป็นกรดด่าง ทำให้สีสดใส ไม่ซีดจางง่ายๆ แม้จะตากแดดตากฝนมาเป็นสิบปี เรียกว่าเจ็บแล้วจบ ลงทุนทีเดียวอยู่ได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสนิมเหมือนโครงสร้างเหล็ก

ไส้กลางมีกี่แบบ วิธีเลือกเกรดให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงไฟไหม้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมักมองข้ามเพราะมันซ่อนอยู่ข้างใน มองจากข้างนอกไม่เห็น แต่สำหรับช่างและผู้รับเหมาจะรู้ดีว่าไส้กลางของแผ่น อลูมิเนียมคอมโพสิต คือหัวใจสำคัญที่กำหนดความเป็นความตายของตึกได้เลย หากเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมา การเลือกไส้กลางให้ถูกกับประเภทของอาคารจึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยหลักๆ ในท้องตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามคุณสมบัติการทนไฟ
- ไส้กลางแบบพลาสติก PE หรือ Polyethylene สังเกตได้ง่ายมากคือถ้าดูที่ขอบแผ่น ไส้กลางจะเป็นสีดำสนิท ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานที่นิยมใช้กันทั่วไปเพราะราคาจับต้องได้ และมีความยืดหยุ่นสูงมาก จะเอาไปดัดโค้ง พับมุม หรือหุ้มเสากลมก็ทำได้ง่าย ไม่แตกหัก เหมาะสำหรับงานตกแต่งภายใน งานทำป้ายโฆษณา หรืออาคารเตี้ยๆ ที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัยต่ำ แต่ข้อควรระวังคือไส้ประเภทนี้ติดไฟได้ง่ายและลามไฟเร็วเหมือนพลาสติกทั่วไป จึงไม่ควรนำไปใช้หุ้มตึกสูงหรืออาคารสาธารณะที่มีคนพลุกพล่านเด็ดขาด
- ไส้กลางแบบกันลามไฟ หรือ Fire Retardant (FR) ตัวนี้คือพระเอกของความปลอดภัย ไส้กลางมักจะมีสีขาวหรือสีเทาเนื่องจากมีการผสมสารหน่วงไฟเข้าไปในเนื้อวัสดุ คุณสมบัติเด่นที่ทำให้มันเหนือกว่าแบบแรกคือเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ มันจะไม่ช่วยให้ไฟลามต่อและดับได้เองเมื่อเอาเปลวไฟออก ที่สำคัญคือไม่เกิดหยดไฟละลายหยดลงมาใส่คนที่หนีตายอยู่ด้านล่าง ซึ่งเกรดนี้เป็นสเปกบังคับตามกฎหมายสำหรับตึกสูง โรงแรม โรงพยาบาล หรือห้างสรรพสินค้า ใครที่กำลังทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ ยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายจะคุ้มค่ากว่ามาก
- วิธีการเช็กเกรดวัสดุก่อนติดตั้ง อย่าเชื่อแค่คำบอกเล่าของคนขาย วิธีตรวจสอบเบื้องต้นคือขอดูตัวอย่างชิ้นงานแล้วลองจุดไฟทดสอบดู ถ้าเป็นไส้ FR ไฟจะติดยากและดับเองได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือการขอใบรับรองผลการทดสอบมาตรฐานการลามไฟจากผู้ผลิตมาดูประกอบ เพื่อความชัวร์ว่าแผ่นอลูมิเนียมที่เราซื้อมานั้นได้มาตรฐานความปลอดภัยจริงๆ ไม่ใช่แค่เอาสีมาทาไส้ให้ดูเหมือนของแพง
งานภายในกับภายนอก เลือกความหนายังไงไม่ให้เปลืองงบ
การเลือกสเปกไม่ใช่แค่ดูสีที่ชอบแล้วจบ แต่ต้องดูความหนาของแผ่นอลูมิเนียมที่ประกบอยู่ด้วย หรือที่ช่างเรียกว่าสกิน (Skin) ซึ่งมีผลต่อราคาและความเรียบเนียนของงานโดยตรง
สำหรับงานภายนอกอาคารที่ต้องเจอลมแรงและแดดจัด แนะนำให้เลือกความหนาของผิวอลูมิเนียมตั้งแต่ 0.30 มิลลิเมตร ไปจนถึง 0.50 มิลลิเมตร เพราะความหนาระดับนี้จะทำให้แผ่นมีความตึงผิวสูง เวลาติดตั้งบนพื้นที่กว้างๆ แล้วดูเรียบกริบ ไม่เป็นลอนคลื่น และทนต่อแรงลมปะทะได้ดี
ส่วนงานภายในหรืองานทำป้ายที่ไม่ต้องรับแรงลมมาก สามารถลดสเปกมาใช้ความหนาผิวอลูมิเนียมที่ 0.21 มิลลิเมตรได้ เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ต้องระวังอย่าเอาเกรดภายในไปใช้ภายนอกเด็ดขาด เพราะนอกจากสีจะซีดไวแล้ว แผ่นอาจจะบวมหรือลอกล่อนได้ง่ายๆ เนื่องจากทนความร้อนสะสมไม่ไหว การเลือกความหนาให้แมตช์กับการใช้งานจะช่วยให้คุณจ่ายเงินได้คุ้มค่าที่สุด โดยได้งานที่สวยและทนทานสมราคา
ปัญหาที่ต้องระวัง ถ้าไม่อยากเจอน้ำรั่วหรือคราบกาว
ถึงแม้วัสดุจะดีแค่ไหน แต่ถ้าตกม้าตายตอนติดตั้งก็จบเห่ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะงานภายนอกอาคารที่ต้องเจอกับสภาพอากาศโหดๆ ของเมืองไทย มีจุดตายที่เจ้าของตึกและช่างต้องระวังให้ดี เพื่อไม่ให้ตึกสวยๆ กลายเป็นตึกโทรมก่อนเวลาอันควร
- การเลือกใช้ซิลิโคนยาแนวผิดประเภท ธรรมชาติของมันจะมีการขยายตัวและหดตัวตลอดเวลาเมื่อเจอความร้อนและเย็น ดังนั้นการติดตั้งต้องมีการเว้นร่อง (Joint) และยิงซิลิโคนปิดรอยต่อเสมอ ปัญหาคือถ้าช่างไปลดต้นทุนใช้ซิลิโคนเกรดธรรมดาที่ไม่ใช่เกรด Weather Seal หรือ Non Staining น้ำมันจากซิลิโคนจะเยิ้มออกมาซึมเข้าเนื้อแผ่น ทำให้เกิดคราบด่างดำไหลเป็นทางยาวดูสกปรกและเช็ดไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าซิลิโคนเสื่อมสภาพไวและแห้งแตก น้ำฝนก็จะซึมเข้าไปกัดโครงเหล็กด้านในจนเป็นสนิมแดงๆ ไหลออกมาเลอะหน้าตึกได้
- ลืมลอกฟิล์มกันรอยตามกำหนดเวลา นี่เป็นปัญหาคลาสสิกที่เจอกันบ่อยมาก ปกติแล้วแผ่นพวกนี้จะมีฟิล์มพลาสติกแปะหน้ามาเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนระหว่างขนส่งและติดตั้ง กฎเหล็กคือต้องรีบลอกฟิล์มนี้ออกภายใน 45 วันหลังจากติดตั้งเสร็จ เพราะถ้าปล่อยตากแดดไว้นานกว่านั้น ความร้อนจะทำให้กาวเสื่อมสภาพและละลายติดแน่นกับผิวแผ่น ทีนี้จะลอกออกยากมาก เผลอๆ ลอกแล้วกาวหลุดไม่หมด ต้องมานั่งใช้น้ำยาขัดออกทีละจุด เสียทั้งเวลาและอาจทำให้สีของแผ่นด่างได้
- ติดตั้งผิดทิศทางทำให้สีเพี้ยน โดยเฉพาะแผ่นที่เป็นสีเมทัลลิกหรือสีมุก ผิวหน้าของแผ่นจะมีทิศทางของเม็ดสี หรือที่เรียกว่า Grain Direction ซึ่งบนฟิล์มกันรอยจะมีลูกศรบอกทิศทางอยู่ ช่างต้องวางแผ่นให้ลูกศรชี้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ถ้าเผลอติดสลับหัวสลับหาง แสงเงาที่ตกกระทบจะทำให้ดูเหมือนสีแผ่นไม่เท่ากัน ทั้งที่เป็นสีเบอร์เดียวกัน กลายเป็นงานด่างๆ ดวงๆ ที่แก้ไม่ได้นอกจากรื้อทำใหม่ ดังนั้นต้องกำชับช่างให้ดูทิศทางลูกศรให้ดีก่อนยิงรีเวททุกครั้ง
อลูมิเนียมคอมโพสิต ติดแล้วคุ้มจริงไหม? เทียบข้อดีกับงานทาสีและกระเบื้อง
ในแง่ของความคุ้มค่าระยะยาว แผ่นคอมโพสิตชนะขาดลอย เพราะถ้าเราเลือกทาสีตึก ผ่านไปไม่กี่ปีก็ต้องมานั่งทาใหม่เพราะสีลอกล่อนหรือมีคราบราดำกวนใจ หรือถ้าปูกระเบื้องก็เสี่ยงเรื่องกระเบื้องร่อนตกลงมาเป็นอันตราย แต่ผิวของ อลูมิเนียมคอมโพสิต มีความเรียบลื่นทำให้ฝุ่นเกาะยาก แค่ฉีดน้ำล้างทำความสะอาดปีละครั้งตึกก็กลับมาดูใหม่วิ้งเหมือนเดิม
นอกจากเรื่องความสะอาดแล้ว อายุการใช้งานยังยาวนานกว่า 10 ถึง 20 ปี ทำให้ไม่ต้องเสียงบซ่อมบำรุงจุกจิก เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่จบและสวยนาน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอาคารไปได้มหาศาล เจ้าของธุรกิจที่มองหาความคุ้มค่าจึงเทใจให้วัสดุตัวนี้กันหมด

